การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

SDGs

เป้าหมายที่ 16:
สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก

ความท้าทายและโอกาส

ความมุ่งมั่น

บริษัทฯ ตระหนักดีว่าการดำเนินธุรกิจท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจอยู่บนความไม่แน่นอน และเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัท รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทได้ การบริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤตจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยป้องกัน หรือบรรเทาผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทได้

บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤตอย่างมีประสิทธิผล โดยครอบคลุมประเด็นที่สำคัญทั้งในด้าน ESG พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงในองค์กร เพื่อให้สามารถจัดการกับภาวะวิกฤตได้อย่างราบรื่น ตลอดจนการเติบโตอย่างยั่งยืน

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

แนวทางการบริหารจัดการ

บริษัทฯ จัดให้มีนโยบายและแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เข้มแข็ง มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อสามารถจัดการบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ความเสี่ยงโดยรวมอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยมีกระบวนการบริหารความเสี่ยง ดังนี้

  • การกำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยง : เป็นการกำหนดขอบเขต ความรับผิดชอบ แนวทางบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ และเป้าหมายการดำเนินงานของบริษัท
  • การระบุความเสี่ยง : เป็นการระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและมีผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัท โดยพิจารณาจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ให้ครอบคลุมความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ด้านปฏิบัติการ ด้านการเงิน ด้านกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ความเสี่ยงในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่
  • การประเมินความเสี่ยง: เป็นการประเมินระดับของความเสี่ยงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ในด้านโอกาสที่จะเกิด และผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัท หากความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้น เพื่อจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงและกำหนดวิธีการจัดการความเสี่ยงนั้นๆ
  • การจัดการความเสี่ยง : เป็นการกำหนดวิธีการจัดทำแผนจัดการความเสี่ยงที่มีความสำคัญ เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดและผลกระทบหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยต้องจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
  • การติดตามและทบทวน : เป็นการติดตามผลการบริหารความเสี่ยงตามแผนที่กำหนดไว้ รวมทั้งการประเมินผลการจัดการความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงของบริษัทได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม โดยฝ่ายจัดการจะติดตามและรายงานให้คณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการบริษัทรับทราบ
1

โครงสร้างและความรับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยง

หน้าที่ความรับผิดชอบ

  • คณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง

    คณะกรรมการบริษัททำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนด โดยมอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงเป็นตัวแทนในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยง และสอบทานให้มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และมอบหมายให้ฝ่ายจัดการทำหน้าที่ดูแลบริหารความเสี่ยงของบริษัท และรายงานผลต่อคณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการบริษัทตามลำดับ

  • สำนักงานตรวจสอบ

    สำนักงานตรวจสอบทำหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานผู้ปฏิบัติงาน หน่วยงานกำกับและสนับสนุนการปฏิบัติงาน เพื่อให้ความเชื่อมั่นว่ามีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพเพียงพอ พร้อมทั้งรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง

  • คณะทำงานบริหารจัดการความเสี่ยง

    ฝ่ายจัดการได้แต่งตั้งคณะทำงานบริหารจัดการความเสี่ยงขึ้น เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยง และกรอบการบริหารความเสี่ยงให้ครอบคลุมทั้งองค์กร รวมทั้งกำกับดูแลให้มีระบบ หรือกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างเหมาะสม โดยมีผู้บริหารระดับสูงและผู้บริหารระดับสายงานเป็นตัวแทนจากฝ่ายงานต่างๆที่เป็นเจ้าของความเสี่ยง (Risk Owner) ร่วมเป็นคณะทำงาน รวม 10 คน มีหน้าที่และความรับผิดชอบ ดังนี้

  1. จัดทำนโยบายบริหารความเสี่ยง กรอบการบริหารความเสี่ยง ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และกระบวนการบริหารความเสี่ยง เสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง พิจารณาให้ความเห็นชอบ
  2. ระบุความเสี่ยงที่สำคัญขององค์กร (Corporate Risk) ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน ความเสี่ยงด้านการเงิน ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า (Emerging Risks) เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง พิจารณาให้ความเห็นชอบ
  3. ประเมินความเสี่ยงและกำหนดแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้สามารถประเมิน ติดตาม และควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
  4. จัดทำดัชนีชี้วัดความเสี่ยงระดับองค์กร (Corporate Key Risk Indicator: KRI) เพื่อใช้ในการติดตามแนวโน้มความเสี่ยง และ ดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicator: KPI) ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อคาดการณ์เหตุการณ์ความเสี่ยงและเพื่อควบคุมกิจกรรมลดความเสี่ยงให้เป็นไปตามเป้าหมาย (ต้องเพิ่ม KPI ในหน้าที่รับผิดชอบของคณะทำงานความเสียง และในนโยบายการบริหารความเสี่ยง)
  5. จัดทำรายงานการบริหารความเสี่ยง การดำเนินงาน สถานะความเสี่ยงของบริษัท และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ รวมถึงสิ่งที่ต้องการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและแนวทางบริหารความเสี่ยง พร้อมทั้งนำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง และรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อทราบ
  6. ติดตามแนวโน้มและสถานการณ์ความเสี่ยง มาตรฐานและกรอบการดำเนินงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
  7. เสริมสร้างวัฒนธรรมด้านการจัดการความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร (Risk Culture) เพื่อเป็นรากฐานของการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน
คณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง
2

ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติการบริหารความเสี่ยง

3

การเสริมสร้างวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Culture)

บริษัทฯ ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงในทุกระดับขององค์กร พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกในการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงให้กับพนักงานทุกระดับ เพื่อให้เกิดการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังวางรากฐานการบริหารความเสี่ยงที่ดีและเป็นสากลตามแนวทาง COSO (Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission) เพื่อให้สามารถนำระบบบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีแนวทางการเสริมสร้างวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง ดังนี้

  1. กำหนดนโยบายและกรอบการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน และจัดให้มีการทบทวนนโยบายการบริหารความเสี่ยงเป็นประจำทุกปี รวมทั้งจัดให้มีการสื่อสารภายในองค์กรให้ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับรับทราบทั่วทั้งองค์กร เพื่อให้ตระหนักถึงความเป็นไปได้ของความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ผลกระทบของความเสี่ยง ความสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยง และการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสี่ยง
  2. กำหนดให้นำการบริหารความเสี่ยงเข้าเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจในการอนุมัติโครงการ การพัฒนาบริการใหม่ และการกำหนดแนวทางการดำเนินงาน
  3. กำหนดให้นำการบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นตัวชี้วัดผลสำเร็จของงาน (KPI) ในการประเมินผลการดำเนินงานของผู้บริหารระดับสูงและระดับสายงาน เพื่อเป็นการติดตามและสนับสนุนงานบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ
  4. กำหนดให้มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบการบริหารความเสี่ยงระหว่างหน่วยงาน ตามแนวทางการป้องกัน 3 ระดับ (Three Lines of Defense) เพื่อให้เกิดการ Check & Balance ในการป้องกัน หรือ ลดความเสี่ยง ลดข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้มีส่วนได้เสีย โดยแบ่งหน่วยงานออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

    • First Line of Defense คือ หน่วยงานเจ้าของความเสี่ยง หรือหน่วยงานผู้ปฏิบัติงาน มีหน้าที่กำกับดูแลงานของตนเองให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้มีการควบคุมภายในและจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม
    • Second Line of Defense คือ หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล และสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานผู้ปฏิบัติ
    • Third Line of Defense คือ หน่วยงานภายในและภายนอกองค์กรที่ทำหน้าที่สอบทานกระบวนการปฏิบัติงาน
  5. สนับสนุนให้พนักงานทุกระดับมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการประเมินและระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในหน่วยงานที่รับผิดชอบ(Risk Owner) และกำหนดกระบวนการจัดการ เพื่อลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมทั้งรายงานต่อคณะทำงานบริหารจัดการความเสี่ยงของบริษัท
  6. ส่งเสริมให้มีการอบรมเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง หรือ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน รวมถึงการพัฒนาโปรแกรม“Skill Hub” เพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง (E-Learning) ในแอพพลิเคชั่น Agilis HR ซึ่งพนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยผ่านSmart phone ของตนเอง
4

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks)

ความเสี่ยง ผลกระทบต่อธุรกิจและมาตรการการบริหารความเสี่ยง
ความเสี่ยงจากการปรับตัวเข้าสู่สังคมแห่งคาร์บอนต่ำ

“สังคมคาร์บอนต่ำ”(Low Carbon Society) ถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนของสังคมร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เพื่อให้มนุษย์และสิ่งแวดล้อม สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน “ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” หรือ Eco-Friendly จึงเป็นหัวใจของการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยโดยให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การขนส่ง บรรจุภัณฑ์ การจัดจำหน่าย การตลาด การใช้งานของผู้บริโภค ตลอดจนการกำจัด หรือ รีไซเคิล เมื่อสิ้นอายุการใช้งาน โดยกระบวนการทั้งหมดต้องคำนึงถึงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

ผลกระทบต่อธุรกิจ

แนวคิดการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำจึงเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงระดับโลกที่มีผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ หากบริษัทฯ ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อาจต้องเผชิญความเสี่ยงในหลายด้าน เช่น ด้านกฎระเบียบที่กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ด้านต้นทุนในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ด้านชื่อเสียงภาพลักษณ์ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย ด้านการแข่งขันที่สูญเสียโอกาสทางการตลาดให้กับคู่แข่งที่สามารถพัฒนาสินค้าหรือบริการที่มีประสิทธิภาพกว่า

มาตรการบรรเทาผลกระทบ

บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการปรับตัวของผู้บริโภคในการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และได้ดำเนินการบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจควบคู่กับการสนับสนุนและส่งเสริมการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวทาง “การพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือสินค้ากลุ่ม ESG โดยดำเนินการจัดกลุ่มสินค้า ESG อย่างชัดเจน และกำหนดเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากลุ่ม ESG ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ต่อรายได้จากการขายทั้งหมดภายในปี 2568 เพื่อสนับสนุนการบริโภคอย่างรับผิดชอบ (Responsible Consumption) และการขับเคลื่อนองค์กร สู่การดำเนินธุรกิจในยุคสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีสัดส่วนรายได้จากการจำหน่ายสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2566-2568 โดยอยู่ที่ ร้อยละ 33.73 ร้อยละ 42.20 และร้อยละ 45.28 ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังดำเนินการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มเทรนด์สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงในการดำเนินงานของและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันได้

ความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme weather events)

บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เช่น น้ำท่วม ฝนตกหนัก พายุไซโคลน ลมแรง คลื่นความร้อนและภัยแล้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท ทั้งในด้านการให้บริการลูกค้า การจัดการโลจิสติกส์ การจัดเก็บสินค้าภายนอกอาคาร และความปลอดภัยของพนักงานในแต่ละสาขาทั่วประเทศ

ผลกระทบต่อธุรกิจ

เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอาจก่อให้เกิดความเสียต่อทรัพย์สิน อาคาร โครงสร้างพื้นฐาน และสินค้าคงคลังของบริษัท ส่งผลให้การดำเนินงานบางสาขาอาจต้องหยุดชะงัก กระทบต่อยอดขายและรายได้ นอกจากนี้อาจเกิดปัญหาความล่าช้าในการขนส่งสินค้าหรือขาดแคลนสินค้าในบางพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโดยรวมของบริษัท

มาตรการบรรเทาผลกระทบ

บริษัทฯ ดำเนินมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสามารถดำเนินต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางดังนี้

  • การบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management) โดยจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สำหรับเหตุการณ์ภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้ว เพื่อให้สามารถฟื้นฟูและกลับมาดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว ลดผลกระทบต่อการให้บริการลูกค้าและห่วงโซ่อุปทาน
  • การประเมินพื้นที่เสี่ยงภัย โดยการสำรวจและระบุสาขาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมหรือภัยแลงซ้ำซาก เพื่อใช้ข้อมูลในการวางแผนปรับปรุงโครงสร้าง เช่น การยกพื้นอาคาร ติดตั้งระบบระบายน้ำ และจัดเตรียมอุปกรณ์สำรองไฟ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรับมือ
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructure) ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) ในสาขาที่ตั้งอยู่พื้นที่เสี่ยงภัย ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ทนทานต่อสภาพอากาศแปรปรวน และปรับภูมิทัศน์โดยรอบอาคารให้สามารถกักเก็บและระบายน้ำฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมชุดผนังกั้นน้ำชนิดทนแรงดันน้ำสูง เพื่อป้องกันมวลน้ำไหลเข้าสู่พื้นที่ร้านสาขา และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอุทกภัย
  • การเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience) โดยกระจายแหล่งจัดซื้อและเพิ่มจุดจัดเก็บสินค้าสำรองในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อลดผลกระทบจากการขนส่งล่าช้าหรือเส้นทางขาดตอน
  • การสื่อสารและระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning & Communication System) การจัดตั้งระบบสารสนเทศกลางสำหรับแจ้งเตือนสาขาในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมและดำเนินการตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
ความเสี่ยงจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการบิดเบือนข้อมูล Misinformation and Disinformation

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เครื่องมือและแพลตฟอร์มต่างๆสามารถสร้างข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและสมจริง ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ เสียง หรือวีดีโอ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร และการตลาด อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้านี้ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงในการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและการบิดเบือนข้อมูลได้ โดยเฉพาะเทคโนโลยี Deepfake และเครื่องมือสร้างเนื้อหาอัตโนมัติ มีความแนบเนียนยากต่อการแยกแยะข้อเท็จจริงจากสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เช่น การสร้างข่าวปลอมเกี่ยวกับคุณภาพหรือความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การสื่อสารโปรโมชั่นหรือราคาที่คลาดเคลื่อน การสร้างเว็บไซต์หรือเพจปลอม รวมถึงการแอบอ้างเป็นพนักงานบริษัทเพื่อหลอกลวงลูกค้า หรือการให้ข้อมูลเท็จในการโจมตีชื่อเสียงของบริษัท สามารถเกิดขึ้นและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งผลกระทบจากการบิดเบือนข้อมูลอาจรุนแรงต่อบริษัท ทั้งในด้านภาพลักษณ์ชื่อเสียง ความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และมูลค่าทางธุรกิจ

ผลกระทบต่อธุรกิจ

การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือการบิดเบือนข้อมูล สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ ชื่อเสียง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง นักลงทุนไม่มั่นใจในการดำเนินงาน ด้านการเงินส่งผลกระทบต่อยอดขาย มูลค่าหุ้น และการดำเนินงานโดยรวมของบริษัท รวมถึงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และการดำเนินงานในระยะยาว

มาตรการบรรเทาผลกระทบ

บริษัทฯ ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุกที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันและรับมือกับการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและบิดเบือนข้อมูล ดังนี้

  • กำหนดกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Content Verification Process) บริษัทฯได้กำหนดขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนเผยแพร่ โดยจัดตั้งทีมงานเพื่อตรวจทานข้อมูลสำคัญ เช่น คุณสมบัติสินค้า ราคา เงื่อนไขการรับประกัน และข้อมูลประชาสัมพันธ์ รวมทั้งกำหนดให้การเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสาธารณะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้มีอำนาจ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลมีความครบถ้วน ถูกต้อง และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
  • มีระบบเฝ้าระวังข้อมูลบนสื่อออนไลน์(Social & media Monitoring) ผ่านเครื่องมือ Social Listening เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของข้อมูล ข่าวสาร และความคิดเห็นเกี่ยวกับบริษัทและผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งจัดทำรายงานเพื่อตรวจจับแนวโน้มและระบุข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน เพื่อให้สามารถตอบสนองและดำเนินการได้อย่างทันท่วงที
  • กำหนดแนวทางการตอบสนองและการสื่อสารเมื่อเกิดข้อมูลบิดเบือน (Incident response & Communication Protocol) โดยจัดทำสื่อชี้แจงเพื่อสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วและเป็นเอกภาพ รวมทั้งกำหนดให้ทีมสื่อสารกลางเป็นผู้ให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการเพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน โดยบริษัทฯ จะประกาศหรือชี้แจงข้อมูลผ่านเว็บไซต์บริษัท ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารที่ทางการของบริษัท พร้อมทั้งขอให้ลูกค้าและผู้มีล่วนได้เสียตรวจสอบข้อมูลสำคัญเฉพาะผ่านเว็บไซต์บริษัทที่ https://globalhouse.co.th/ หรือศูนย์บริการลูกค้า โทร. 1160 เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดจากข้อมูลที่ไม่ได้มาจากช่องทางทางการ
  • กำหนดมาตรการปกป้องข้อมูลและช่องทางการสื่อสารขององค์กร(Security & Identity Protection) โดยบริษัทฯ ดำเนินการยืนยันตัวตนบัญชีสื่อออนไลน์ (Official Verified Accounts) เพื่อป้องกันเพจหรือบัญชีปลอม และกำหนดมาตรการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลภายในควบคู่กับการตรวจสอบความปลอดภัยของระบบสารสนเทศเป็นประจำ